เจาะประเด็น
Policy / Environment
EPA เตรียมอำพรางมลพิษจากดาต้าเซ็นเตอร์ ประชาชนจะไม่มีสิทธิ์คัดค้านอีกต่อไป
นาทีที่สังคมเริ่มตั้งคำถามเรื่องผลกระทบของ AI หน่วยงานรัฐกลับเลือกที่จะปิดหูปิดตาประชาชน—นี่มันกำลังไปทางไหนกันแน่?
ทีมข่าว เอไอไทย.com
⏱ อ่าน 4 นาที
ถ้าเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีมลพิษปล่อยออกมา เราจะเรียกร้องอะไรได้? คำถามนี้คือใจความของข่าวนี้ และมันน่ากลัวกว่าที่คิด
เรื่องนี้มันมาในช่วงเวลาที่โคตรจะแย่ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ พอดีกับที่คอมมูนิตี้ทั่วอเมริกาเริ่มตั้งกำแพงต่อต้านดาต้าเซ็นเตอร์ยักษ์ใหญ่ที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด เพราะทั้งกินไฟบ้านกินน้ำเมือง แถมยังส่งเสียงดังตลอด 24 ชั่วโมง แต่สิ่งที่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้คือเจ้าเหม็นเหล่านี้มันปล่อยมลพิษทางอากาศด้วยนะ—และตอนนี้ EPA (สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ) กำลังจะทำให้เราไม่ได้รับรู้เรื่องนั้นอีกเลย
ฟังดูไม่น่าเชื่อใช่ไหม? หน่วยงานที่ตั้งขึ้นมาเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อม กลับกำลังจะยกเลิกกฎของรัฐบาลกลางที่บังคับให้โรงงานอุตสาหกรรมต้องประกาศให้สาธารณชนรับรู้และเปิดโอกาสให้แสดงความเห็นก่อนที่จะได้รับอนุญาตปล่อยมลพิษ กฎนี้มันคือ "สิทธิขั้นพื้นฐาน" ของประชาชนในการมีส่วนร่วมตัดสินใจว่าอากาศที่ตัวเองหายใจจะเอาอะไรมาปนด้วย—แต่ EPA กำลังจะโยนมันทิ้งถังขยะ
ลองย้อนไปทำความเข้าใจกันหน่อย กฎที่ว่าคือข้อกำหนดที่ให้โรงงานอุตสาหกรรม—รวมถึงดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใช้เครื่องปั่นไฟสำรองดีเซลขนาดมหึมา—ต้องยื่นขออนุญาตปล่อยมลพิษ และตอนยื่นขอเนี่ย จะต้องมีการแจ้งให้คนในพื้นที่รู้ มีช่วงเวลาให้ประชาชนคัดค้านหรือแสดงความคิดเห็นก่อนจะอนุมัติ ฟังดูเป็นเรื่องปกติของบ้านเมืองที่มีประชาธิปไตยใช่ไหม? แต่ EPA ชุดนี้ดูจะเห็นต่าง
ที่มาของเรื่องคือทาง EPA แย้งว่าการยกเลิกกฎนี้จะช่วยให้กระบวนการขออนุญาตเร็วขึ้น ลดภาระเอกสาร และทำให้บริษัท tech ยักษ์ใหญ่สร้างดาต้าเซ็นเตอร์ได้ไวขึ้น ตอบสนองความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่กำลังขาดแคลนแบบเฉียบพลัน ฟังดูเป็นเหตุผลที่ "ฟังขึ้น" สำหรับคนที่อยากเห็นอเมริกานำหน้าในสงคราม AI—แต่ลองคิดอีกมุมสิ มันคือการแลกความโปร่งใสกับความเร็ว และคนที่จ่ายค่านี้คือชุมชนท้องถิ่นที่ไม่มีทางรู้เลยว่าบ้านตัวเองกำลังกลายเป็นที่ทิ้งของเสียจาก AI
อันนี้คือส่วนที่น่ากังวลที่สุด—เมื่อตัดขั้นตอน "การมีส่วนร่วมของประชาชน" ทิ้งไป มันไม่ได้แปลว่าไม่มีมลพิษ แต่แปลว่าเราจะไม่รู้ว่ามีมลพิษต่างหาก ดาต้าเซ็นเตอร์แต่ละแห่งมีเครื่องปั่นไฟดีเซลสำรองที่ใช้ในยามฉุกเฉินหรือช่วงไฟดับ ซึ่งมันปล่อยฝุ่นละออง PM2.5, ไนโตรเจนออกไซด์ และสารก่อมะเร็งอีกเพียบ ยิ่งตอนนี้ที่โครงข่ายไฟฟ้าอเมริกาเริ่มไม่เสถียรเพราะถูกดาต้าเซ็นเตอร์ดูดไฟจนแทบแตก เครื่องปั่นไฟเหล่านี้ก็จะถูกใช้งานบ่อยขึ้น—และเราจะไม่มีทางรู้เลยว่ามันปล่อยอะไรออกมาบ้าง
ผมไม่รู้ว่าคุณคิดยังไง แต่นี่มันเหมือนการ "ขออนุญาตก่อนแล้วค่อยบอกทีหลัง" ซึ่งจริงๆ แล้วมันคือการไม่บอกเลยต่างหาก เพราะเมื่อไม่มีข้อกำหนดให้ต้องประกาศ บริษัทก็จะเงียบ และเมื่อชุมชนไม่มีข้อมูล พวกเขาก็ไม่มีทางคัดค้านได้ถูกต้องตามกฎหมาย จบ. จบจริงๆ ไม่มีช่องทางให้เสียงของคนเล็กคนน้อยไปถึงผู้มีอำนาจตัดสินใจ
นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของอเมริกา—เพราะนโยบายแบบนี้มันมีผลต่อเทรนด์โลก ถ้าอเมริกาทำได้ บริษัท tech ในประเทศอื่นก็จะล็อบบี้รัฐบาลตัวเองให้ทำตามบ้าง "ดูสิ อเมริกายังทำเลย" แล้วเราก็จะเข้าสู่สภาวะที่การเติบโตของ AI มาก่อนสุขภาพประชาชนแบบไม่มีการอายแม้แต่น้อย
อีกสิ่งที่น่าสนใจคือจังหวะเวลา มันแทบจะเป็นการตอบโต้โดยตรงกับกระแสต่อต้านดาต้าเซ็นเตอร์ที่กำลังร้อนแรงในรัฐเวอร์จิเนีย เท็กซัส และอีกหลายพื้นที่ เพราะตอนนี้ชาวบ้านเริ่มรู้ทันแล้วว่าเจ้าตึกสี่เหลี่ยมไร้หน้าต่างเหล่านี้ไม่ใช่แค่ "โกดังเก็บข้อมูล" แต่คือโรงไฟฟ้าขนาดย่อมที่ปล่อยของเสียจริงๆ EPA เลยต้องรีบจัดการ "ปิดปาก" ประชาชนก่อนที่เสียงจะดังไปกว่านี้
ถ้าถามว่าผมคิดยังไงกับเรื่องนี้—มันคือการทรยศต่อภารกิจหลักของหน่วยงานตัวเองอย่างแท้จริง EPA ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อเร่งสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ให้ทันคู่แข่ง แต่ตั้งขึ้นมาเพื่อทำให้อากาศ น้ำ และดินของประเทศนี้ปลอดภัยสำหรับทุกคน การที่เลือกจะเอาเป้าหมายทางเศรษฐกิจของบริษัท tech มาทับสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน คือการถอยหลังเข้าคลองครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของนโยบายสิ่งแวดล้อมอเมริกาในรอบทศวรรษ
มันคือการเดิมพันที่อันตราย—แลกอากาศสะอาดกับความเร็วในการสร้าง AI ซึ่งผมว่ามันไม่คุ้มค่าแม้แต่วินาทีเดียว และถ้าปล่อยให้ผ่านไปได้ คนรุ่นหลังจะถามหาเราแน่ว่าตอนนั้นทำไมไม่ลุกขึ้นมาขัดขวาง
ที่มา: The Verge — อ่านต้นฉบับ
ความคิดเห็น 3
กำลังโหลดความคิดเห็น...