เจาะประเด็น
AI / MATH
OpenAI อ้างพิชิตโจทย์คณิตศาสตร์ระดับตำนาน แล้วทำไมวงการวิชาการถึงไม่กล้าดีใจเต็มปาก
ความสำเร็จที่ควรเป็นโมเมนต์แห่งชัยชนะ กลับกลายเป็นคำถามใหญ่เรื่องความน่าเชื่อถือของ AI ในการค้นพบทางวิทยาศาสตร์
ทีมข่าว เอไอไทย.com
⏱ อ่าน 5 นาที
ถ้า AI พิสูจน์โจทย์ที่คนฉลาดที่สุดในโลกยังแก้ไม่ได้ คำถามต่อไปคือ เราจะเชื่อมันได้แค่ไหน และใครกันที่จะตรวจงานมันได้จริง
วันอังคารที่ผ่านมา OpenAI ออกมาประกาศว่าพวกเขาไขโจทย์คณิตศาสตร์ระดับตำนานอย่าง Millennium Prize Problems ได้สำเร็จ ฟังดูเหมือนเป็นโมเมนต์แห่งชัยชนะเต็มๆ ใช่ไหมล่ะ แต่มันไม่ใช่แบบนั้นเลย
ข่าวนี้ควรถูกพูดถึงในฐานะความสำเร็จที่ปฏิเสธไม่ได้ และเป็นการสาธิตให้เห็นชัดๆ ว่า AI กำลังเปลี่ยนโฉมวงการคณิตศาสตร์เร็วแค่ไหน แต่ก่อนที่มันจะถูกประกาศอย่างเป็นทางการด้วยซ้ำ เบรกทรูครั้งนี้ก็ถูกทำให้ซับซ้อนขึ้นด้วยเรื่องราวที่ผิดปกติบางอย่าง ซึ่งต้นฉบับจาก The Verge ก็ไม่ได้ขยายความว่าคืออะไร แต่ที่รู้ๆ คือมันไม่ใช่การเปิดตัวที่สะอาดหมดจดอย่างที่ควรจะเป็น
Millennium Prize Problems ไม่ใช่โจทย์ธรรมดา มันคือชุดปัญหาคณิตศาสตร์ 7 ข้อที่สถาบัน Clay Mathematics Institute ตั้งรางวัลไว้ข้อละ 1 ล้านดอลลาร์สำหรับใครก็ตามที่แก้ได้ มีแค่ข้อเดียวที่ถูกพิสูจน์สำเร็จในรอบ 20 กว่าปีที่ผ่านมา นั่นก็คือ Poincaré conjecture ที่ Grigori Perelman แก้ได้เมื่อปี 2003 (แล้วเขาก็ปฏิเสธรางวัลไปด้วยซ้ำ) ที่เหลืออีก 6 ข้อยังคงเปิดอยู่ รวมถึง Navier-Stokes existence and smoothness ซึ่งเป็นหนึ่งในโจทย์ที่นักคณิตศาสตร์ทั่วโลกพยายามมาหลายสิบปี
ถ้า OpenAI แก้โจทย์ในกลุ่มนี้ได้จริง มันไม่ใช่แค่ข่าวเทคโนโลยี แต่มันคือเหตุการณ์ระดับประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติเลยก็ว่าได้ เพราะมันหมายความว่าเครื่องจักรสามารถคิดค้นความรู้ใหม่ทางคณิตศาสตร์ที่มนุษย์ยังไปไม่ถึง
แต่ปัญหาก็คือ การพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ไม่เหมือนการรันโมเดลแล้วได้ output ออกมา มันต้องผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้นอย่างละเอียด บางครั้งใช้เวลาหลายปีกว่าจะยอมรับกันได้ และนี่คือจุดที่เรื่องมันเริ่มเปราะ เพราะถ้า AI เป็นตัวพิสูจน์ แล้วคนที่ตรวจงานมันได้มีอยู่ไม่กี่คนในโลก แล้วคนเหล่านั้นจะมั่นใจได้ยังไงว่าการพิสูจน์นั้นถูกต้องจริง ไม่ใช่แค่ดูเหมือนถูก
นี่คือความตึงเครียดที่วงการวิชาการกำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ AI สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดูน่าทึ่งได้ในเวลาไม่กี่วินาที แต่กระบวนการตรวจสอบและยอมรับยังต้องอาศัยมนุษย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางสูง ซึ่งมีจำนวนจำกัดมาก และหลายคนก็อาจไม่ได้กระตือรือร้นที่จะเสียเวลาหลายเดือนไปตรวจงานที่ AI สร้างขึ้นมา
ยิ่งไปกว่านั้น การประกาศแบบกะทันหันโดยไม่ผ่านกระบวนการ peer review แบบปกติ ก็ยิ่งทำให้คนในวงการตั้งคำถามว่ามันเป็นความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์จริง หรือเป็นแค่การสร้างกระแสทางการตลาดกันแน่
ประเด็นคือ ต่อให้ผลลัพธ์นี้จะจริงหรือไม่จริง มันก็สะท้อนอะไรบางอย่างที่สำคัญมาก นั่นคือ AI กำลังเข้าใกล้จุดที่มันสามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่ไม่ใช่แค่การประมวลผลข้อมูลเก่า แต่มันคือการค้นพบสิ่งใหม่ที่มนุษย์ยังไม่เคยรู้ ซึ่งถ้าเป็นจริง นี่จะเปลี่ยนวิธีที่เราทำวิทยาศาสตร์ไปตลอดกาล
แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เปิดคำถามที่วงการวิชาการยังไม่มีคำตอบ ว่าเราจะสร้างระบบที่ตรวจสอบและยืนยันผลงานของ AI ได้ทันกับความเร็วที่มันผลิตออกมาอย่างไร และใครจะเป็นคนรับผิดชอบถ้าการพิสูจน์นั้นผิด
ความสำเร็จของ OpenAI ครั้งนี้ไม่ว่าจะจริงแค่ไหน มันบังคับให้วงการวิทยาศาสตร์ต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่ง นั่นคือ AI กำลังวิ่งเร็วกว่าระบบตรวจสอบของมนุษย์ไปไกลแล้ว และถ้าเราไม่รีบสร้างกลไกที่เชื่อถือได้ในการกลั่นกรองผลงานของมัน เราจะเจอสถานการณ์ที่เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอะไรจริงอะไรหลอก
ที่มา: The Verge — อ่านต้นฉบับ
ความคิดเห็น 5
กำลังโหลดความคิดเห็น...