เจาะประเด็น
Coding / Agent
โปรแกรมเมอร์คนหนึ่งยอมรับ: AI กำลังทำลายสมองผม และผมไม่รู้จะหยุดยังไง
เขาไม่ถามหาคำแนะนำ ไม่ได้มาเล่าให้ฟังเล่นๆ แต่มาแชร์ความทุกข์ของคนที่ตกอยู่ในวังวน "ใช้ AI แล้วชีวิตดี แต่สมองฝ่อ"
ทีมข่าว เอไอไทย.com
⏱ อ่าน 5 นาที
คำถามที่ทุกคนต้องตอบตัวเอง: ถ้าวันหนึ่ง AI ทำงานได้ดีกว่าเรา และเราแค่กดปุ่มรับคำแนะนำ มันจะยังเรียกว่า "เราเขียนโค้ด" อยู่ไหม?
ผมเพิ่งอ่านโพสต์หนึ่งใน Hacker News แล้วถึงกับต้องวางมือจากคีย์บอร์ดอึ้งไปพักใหญ่ มันคือโพสต์จากโปรแกรมเมอร์คนหนึ่งที่ยอมรับตรงๆ ว่า "AI กำลังฆ่าสมองผม" ชื่อหัวข้อก็โจ๋งครึ่มขนาดนั้นเลย ไม่มีการปรุงแต่ง ไม่มีลีลาวาทศิลป์ มีแต่ความทุกข์ดิบๆ ของคนที่กำลังจมอยู่ในวังวนที่เขาเองก็รู้ตัวว่ามันไม่ดี แต่ก็เลิกไม่ได้
เรื่องมันเริ่มจากที่เขาถูกใบเหลืองแบบเนียนๆ จากที่ทำงานว่า "ควรปรับปรุง productivity ให้เท่าเพื่อนร่วมงาน" ไม่งั้นงานอาจไม่ปลอดภัย ฟังดูคุ้นๆ ไหมครับ? นี่คือหนึ่งในแรงกดดันที่ทำให้คนทั้ง office ต้องกระโดดเข้ากอด AI แม้แต่คนที่ตั้งใจจะต่อต้านอย่างสุดตัว
ช่วงแรกเขายังตั้งสติดี ใช้ Claude Code แค่กับงานเล็กๆ นั่ง review ทุกบรรทัดที่ AI เขียน เปิด PR แล้วตรวจอีกที ถามคำถาม บังคับให้มันแก้จนกว่าจะพอใจ ยังเป็นโปรแกรมเมอร์อยู่เต็มตัว แต่แล้วเพื่อนร่วมงานเขาก็ชิปงานกันเป็นรถแข่ง เขาเริ่มเห็นว่าตัวเองตามหลัง เลยค่อยๆ ผ่อนเกณฑ์ review ลง ส่งโค้ดจาก AI ขึ้น main ตรงๆ โดยไม่ตรวจอะไรเลย
จากนั้นทุกอย่างก็เร็วขึ้นเรื่อยๆ เหมือนรถไฟเหาะที่ไม่มีเบรก เพื่อนๆ เริ่มใช้ work tree รัน agent พร้อมกันหลายตัว เขาก็ทำตามบ้าง เริ่มจาก 1 ตัวกลายเป็น 4-5 ตัวรันพร้อมกัน ตอนที่ agent ทำงาน 20-30 นาที เขาก็ไม่รู้จะทำอะไร เลยเลื่อนฟีดโซเชียลแบบที่ตัวเองเคยเลิกมาเป็นปี จากนั้นก็กลายเป็นจ้องหน้าจอ agent รันไปเรื่อยๆ ไม่ได้อ่านโค้ดด้วยซ้ำ
จุดที่มันพังจริงๆ คือตอนที่เขายอมรับว่า "ผมไม่มีความสามารถทางสมองพอจะเข้าใจ context ทั้งหมดแล้ว เพราะงั้นผมก็แค่กดปุ่ม Recommended ที่ Claude แนะนำ" ฟังดูคุ้นๆ ไหมครับเพื่อนๆ? ใครที่ใช้ VS Code + Copilot หรือ Cursor อยู่ทุกวันนี้คงอินกับอาการนี้ไม่น้อย
เขาบอกว่า ตอนนี้ถ้าเจอบั๊ก เขาไม่ต้องคิดอะไรเลย แค่ copy ข้อความ complaint จาก user วางใส่ Claude แล้วให้มันแก้ให้เสร็จ มันทำงานได้จริง และนั่นคือส่วนที่น่ากลัวที่สุด "ผมไม่รู้จักโค้ดของตัวเองอีกต่อไปแล้ว" เขายอมรับตรงๆ
นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะครับ เพราะเขาเล่าต่อว่า "เกือบหนึ่งปีผ่านไป ผมไม่แน่ใจแล้วว่าผมยังเขียนโค้ดได้หรือเปล่า แม้แต่จะเขียนโพสต์นี้เองก็ยังยาก เพราะ AI มันเก่งเรื่องอ่านคำที่พิมพ์ผิด ไม่สนใจเครื่องหมายวรรคตอน ทุกอย่างที่เคยทำให้ผมต้องคิด มันถูกดึงออกไปหมดแล้ว"
แน่นอนว่าคนอ่านคงอยากตะโกนใส่หน้าจอว่า "ก็เขียนเองสิวะ! ไม่ต้องใช้ AI ก็ได้" แต่เขาก็ตอบกลับมาแบบเจ็บปวดว่า หลังจากทำงาน 10 ชั่วโมงกับ agent 15 ตัวพร้อมกัน สมองมันไม่มีแรงจะคิดอะไรแล้วจริงๆ จะให้ลาออกไปหางานใหม่? เขาก็บอกว่า ทุก interview ที่ไปเจอ ผู้สัมภาษณ์ถามว่า "เล่าให้ฟังหน่อยว่าใช้ AI ในชีวิตประจำวันยังไงบ้าง" หรือไม่ก็พูดตรงๆ ว่า "เราชอบทำงานเร็ว เลยใช้ AI ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้"
คือตลาดงานตอนนี้มันบีบให้ทุกคนต้องใช้ AI จนกลายเป็นเกมบังคับ ถ้าใครไม่ใช้ก็ดูเหมือนทำงานช้า ไม่มีประสิทธิภาพ และเสี่ยงโดนไล่ออก แต่อีกด้านหนึ่ง ถ้าใช้มากเกินไปจนสมองฝ่อ สุดท้ายก็กลายเป็น "mindless blob" ล่องลอยไปวันๆ จ่ายค่าบ้านไปเรื่อยๆ เหมือนที่เขาบรรยายตัวเองไว้
เขาทิ้งท้ายไว้ว่า "ผมไม่เคยลองยาเสพติด แต่ผมคิดว่านี่คือความรู้สึกแบบนั้น" และบอกว่า "ไม่ถามอะไรทั้งนั้น ไม่ขอคำแนะนำ แค่อยากแชร์ความทุกข์" ซึ่งมันทำให้ผมคิดตามต่อว่า ในวงการที่ทุกคนวิ่งแข่งกันใช้ AI สุดกำลัง แบบนี้มันจะจบยังไง?
ผมไม่ได้บอกให้ทุกคนเลิกใช้ AI นะครับ แต่โพสต์นี้มันคือไฟเตือนที่ชัดเจนที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา: เครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่ม productivity กำลังกลายเป็น "ไม้เท้าที่ทำให้เราเดินไม่เป็น" ถ้าเราไม่ตั้งสติและกำหนดขอบเขตการใช้ให้ชัดเจน วันหนึ่งเราอาจกลายเป็นคนที่นั่งกด Recommended ไปจนแก่ โดยไม่เข้าใจอะไรเลยก็ได้ — และนั่นคือฝันร้ายของอาชีพนี้จริงๆ
ที่มา: Hacker News — อ่านต้นฉบับ
ความคิดเห็น 6
กำลังโหลดความคิดเห็น...