เจาะประเด็น
Energy / EV
ถึงคราวอวสาน Tesla Solar Roof เมื่อหลังคาโซลาร์เซลล์สุดล้ำกลายเป็นแค่ของเล่นแพงๆ
ไอเดียเปลี่ยนหลังคาบ้านทั้งหลังให้เป็นแผงโซลาร์เซลล์ที่สวยเนียนกริบ ต้องจบลงอย่างเงียบๆ เพราะความจริงเรื่องต้นทุนและประสิทธิภาพมันโหดร้ายเกินกว่าฝัน
ทีมข่าว เอไอไทย.com
⏱ อ่าน 3 นาที
คำถามคือ ถ้าแม้แต่เทสล่ายังขายไอเดีย "ความงาม + พลังงานสะอาด" ไม่ได้จริงๆ สักที แล้วบ้านเรือนทั่วไปจะได้เห็นเทคโนโลยีแบบนี้เมื่อไหร่กัน?
นี่แหละครับ ถึงคราวที่เราต้องบอกลาหลังคาโซลาร์เซลล์สุดเท่ของเทสลาไปอย่างเป็นทางการแล้ว หลายคนที่ตามข่าวอาจจะช็อก แต่สำหรับผมที่จับตาวงการนี้มานาน มันคือบทสรุปที่แทบจะเขียนไว้บนกำแพงตั้งแต่เปิดตัวด้วยซ้ำ
จากรายงานของ Electrek ระบุว่า เทสลาได้สั่งหยุดผลิตและจำหน่าย Solar Roof ซึ่งเป็นแผงโซลาร์เซลล์ที่ออกแบบมาให้ดูกลมกลืนไปกับกระเบื้องหลังคาทั่วไปแล้ว โดยแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับโปรเจกต์นี้เผยว่า บริษัทได้แจ้งกับเครือข่ายผู้ติดตั้งภายนอกแล้วว่าไม่สามารถสั่งซื้อ Solar Roof ได้อีกต่อไป และจากนี้ไปจะส่งมอบได้แค่แผงโซลาร์เซลล์แบบเดิมๆ เท่านั้น
พูดง่ายๆ คือ มันคือการ "เลิกขาย" แบบเงียบๆ ไม่มีพิธีรีตอง ไม่มีแถลงการณ์ใหญ่โต เหมือนที่เทสลาชอบทำกับอะไรที่มันไปไม่รอดนั่นแหละครับ จำได้ไหมว่าตอนเปิดตัวเมื่อปี 2016 มันถูกโปรโมตขนาดไหน? เอลอน มัสก์ ขึ้นเวทีบอกว่านี่คือ "หลังคาที่สวยกว่า ถูกกว่า และทนทานกว่าหลังคาทั่วไป" ฟังเผินๆ เหมือนฝันที่เป็นจริง แต่พอถึงเวลาจริง มันกลายเป็นฝันร้ายด้านโลจิสติกส์และต้นทุนไปซะอย่างนั้น
ทำไมมันถึงต้องจบลงแบบนี้? ง่ายมากครับ เพราะ "ความสวยงาม" กับ "ความคุ้มค่า" ไม่ได้เดินคู่กันในโลกของพลังงานแสงอาทิตย์เสมอไป กระเบื้องโซลาร์รูฟแต่ละแผ่นมีต้นทุนการผลิตที่สูงลิ่ว เพราะต้องผสมผสานความทนทานของวัสดุมุงหลังคากับเซลล์แสงอาทิตย์ให้เข้ากันได้อย่างลงตัว อีกทั้งการติดตั้งก็ซับซ้อนกว่าแผงโซลาร์ทั่วๆ ไปหลายเท่า ต้องใช้ช่างที่ผ่านการฝึกฝนมาโดยเฉพาะ ซึ่งหมายถึงค่าแรงที่แพงขึ้นและระยะเวลาติดตั้งที่นานขึ้น
ผลลัพธ์ที่ออกมาคือ ราคาต่อวัตต์ของ Solar Roof สูงกว่าแผงโซลาร์เซลล์ธรรมดาแบบเทียบกันไม่ติด แถมยังให้ประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าต่อพื้นที่น้อยกว่าด้วยซ้ำ เพราะต้องเว้นช่องว่างระหว่างกระเบื้องแต่ละแผ่นเพื่อความสวยงามของหลังคา มันเลยกลายเป็นสินค้าที่ "แพงกว่า แต่ได้พลังงานน้อยกว่า" ซึ่งเป็นสูตรสำเร็จของความล้มเหลวทางการตลาดในยุคที่คนเริ่มมองหาความคุ้มค่าเป็นหลัก
ต้นทุนที่แพงเกินเหตุ
ราคาโดยรวมของ Solar Roof เมื่อรวมค่าติดตั้งแล้ว สูงกว่าการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์แบบดั้งเดิมบนหลังคาเดิมอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้คืนทุนช้ากว่ามาก
ประสิทธิภาพที่ต่ำกว่า
การออกแบบให้กลมกลืนไปกับหลังคาทำให้พื้นที่รับแสงต่อตารางเมตรน้อยกว่าแผงโซลาร์ทั่วไป ส่งผลต่อปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้ในระยะยาว
การติดตั้งที่ซับซ้อน
ต้องใช้ทีมช่างเฉพาะทางและใช้เวลาในการติดตั้งนานกว่า ส่งผลให้ค่าแรงและค่าใช้จ่ายแฝงอื่นๆ พุ่งสูงขึ้นจนไม่คุ้มค่า
แน่นอนว่านี่ไม่ใช่การตายของแนวคิด "โซลาร์รูฟ" ทั้งหมด แต่เป็นการยอมรับความจริงของเทสลาว่าตลาดยังไม่พร้อมจะจ่ายแพงเพื่อความสวยงาม ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ และมันก็ไม่ใช่แค่เรื่องของเทสลาด้วยซ้ำ เพราะคู่แข่งอย่าง SunTegra หรือ Forward Labs ก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จอะไรมากมายนักในตลาดนี้
สิ่งที่เทสลาเหลืออยู่ตอนนี้คือการโฟกัสกับแผงโซลาร์เซลล์แบบเดิมๆ ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล เพราะนั่นคือสิ่งที่ขายได้จริงและทำกำไรได้จริง แม้จะไม่ได้ "ว้าว" เท่า แต่ก็คือความเป็นจริงของธุรกิจ เอาเข้าจริง การที่เทสลายอมตัดใจจากโปรเจกต์ที่สวยงามแต่ไม่เวิร์คแบบนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าในที่สุดพวกเขาก็เริ่มเอาจริงเอาจังกับตัวเลขทางบัญชีมากกว่าความฝันบนเวทีเปิดตัวสินค้า
ผมมองว่าการจากไปของ Solar Roof ครั้งนี้มันเป็นบทเรียนราคาแพงให้วงการพลังงานสะอาดทั้งวงการเลยนะครับ ว่าการจะทำให้คนหันมาใช้พลังงานสะอาด ไม่ใช่แค่การทำอะไรให้ "ดูดี" แต่ต้องทำให้ "คุ้มค่า" จนคนยอมควักกระเป๋าจ่ายด้วยตัวเองต่างหาก ต่อให้หลังคานั้นจะสวยงามเฉิดฉายแค่ไหน ถ้าตัวเลขในใบแจ้งหนี้มันไม่เมคเซนส์ สุดท้ายคนก็จะเลือกสิ่งที่ถูกกว่าและใช้งานได้จริงมากกว่าเสมอ
จบสวยสำหรับตำนานหลังคาโซลาร์เซลล์สุดล้ำ แต่ผมว่ามันไม่ใช่เรื่องน่าเศร้าเลยสักนิด เพราะนี่คือการตัดสินใจที่ถูกต้องของเทสลาในการตัดทิ้งสิ่งที่สวยงามแต่ไม่ตอบโจทย์ แล้วหันไปทำในสิ่งที่ตลาดต้องการจริงๆ ดีกว่าจะยื้อโปรเจกต์ที่ขาดทุนต่อไปแบบไม่มีวันจบสิ้น
ที่มา: The Verge — อ่านต้นฉบับ
ความคิดเห็น 3
กำลังโหลดความคิดเห็น...