เจาะประเด็น
Storage / AI
AI กำลังเขมือบพื้นที่จัดเก็บข้อมูล: eSSD ครองตลาด NAND ครึ่งหนึ่งแล้ว ส่วน YMTC ทะลุขึ้นท็อป 3 อย่างไม่ทันตั้งตัว
ตัวเลขชุดนี้กำลังบอกใบ้ชัดๆ ว่ายุคของ SSD แบบเน้นความจุราคาถูกเริ่มจบลง และเกมต่อไปคือสงครามแบนด์วิดท์เพื่อป้อน AI
ทีมข่าว เอไอไทย.com
⏱ อ่าน 3 นาที
ถ้าคุณยังคิดว่าตลาด SSD คือเรื่องของคนซื้อมาเล่นเกมหรืออัพเกรดคอมเก่า ขอให้ฟังทางนี้: ไตรมาสสองของปี 2026 ที่เพิ่งผ่านไป โลกเราส่ง NAND Flash ออกมาเกือบครึ่งหนึ่ง 48% ถูกยัดเข้าไปใน enterprise SSD หรือ eSSD สำหรับเซิร์ฟเวอร์โดยเฉพาะ
ตัวเลขนี้มันไม่ธรรมดาตรงที่ปีก่อนหน้านี้ สัดส่วนตรงนี้อยู่ที่แค่ 26% เท่านั้น นึกภาพตามนะ — ในเวลาแค่ปีเดียว มันพุ่งขึ้นมาเกือบเท่าตัว และถ้าถามว่าใครคือตัวเร่งคำตอบเดียวคือ AI inference หรือขั้นตอนที่โมเดล AI ถูกเรียกใช้งานจริง ไม่ใช่แค่เทรน
ตอนนี้ทุกค่ายยักษ์ใหญ่ทั้ง hyperscaler อย่าง AWS, Azure, Google ต่างก็ควานหาหน่วยประมวลผลและพื้นที่จัดเก็บที่เร็วพอจะป้อนข้อมูลให้ GPU ทำงานแบบ real-time ซึ่ง eSSD ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับ workload แบบนี้โดยเฉพาะเลยกลายเป็นของร้อน ที่สำคัญคือมันร้อนจนทำให้โครงสร้างอำนาจในวงการ NAND ต้องสั่นสะเทือน
ซัมซุงยังครองแชมป์การจัดส่งด้วยส่วนแบ่ง 25% แต่ฟังดูเหมือนจะลดลงจาก 32% ในปีก่อนหน้า หลายคนอาจมองว่าซัมซุงอ่อนแอลง แต่จริงๆ แล้วมันคือการเลือก — เขาหันไปให้ความสำคัญกับธุรกิจ DRAM ที่มาร์จิ้นสูงกว่า ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ดู "ชิล" แต่แลกมาด้วยการเสียส่วนแบ่งในตลาด NAND ไปพอสมควร
SK hynix ตามมาติดๆ ที่ 22% ด้วยการกระโดดขึ้นมาแบบก้าวกระโดด 40% เมื่อเทียบไตรมาสต่อไตรมาส จากปริมาณการจัดส่ง Solidigm bit shipments ที่เพิ่มขึ้นเท่าตัว นี่คือสัญญาณว่าเขาไม่ได้มาเล่นๆ และพร้อมจะแย่งบัลลังก์
แต่ข่าวที่ทำให้วงการต้องหันมามองคือ YMTC หรือ Yangtze Memory Technologies Co. บริษัทผู้ผลิตชิปหน่วยความจำจากจีน ที่ทะยานขึ้นมาอยู่ท็อป 3 ของโลกด้วยส่วนแบ่ง 14% แซงหน้า Kioxia ไปได้สำเร็จ อย่าลืมว่ามันคือบริษัทที่โดนคว่ำบาตรและถูกตัดขาดจากเครื่องมือผลิตขั้นสูงมานาน แต่กลับยังไต่ขึ้นมาได้ขนาดนี้
ตรงนี้แหละที่ผมอยากให้ทุกคนจับตาดีๆ เพราะการที่ YMTC ได้ส่วนแบ่งการจัดส่งมากขนาดนี้ แต่ "ยังไม่แปลงเป็นรายได้" มันคือเกมอุ้มราคาเพื่อแย่งตลาด หรือว่าคุณภาพของเขาเริ่มดีพอที่ลูกค้าจะยอมรับแล้ว? ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลไหน มันคือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ซัมซุงและ SK hynix ต้องกลับไปคิดหนัก เพราะสงครามราคาจากจีนไม่เคยจบด้วยดีสำหรับใคร
อีกมุมหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการที่ eSSD กลายเป็นพระเอกของตลาด มันส่งสัญญาณว่าความต้องการ SSD แบบ consumer หรือสำหรับผู้ใช้ทั่วไปกำลังถูกเบียดออกจากโฟกัสของผู้ผลิต ซึ่งหมายความว่าราคา SSD สำหรับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลอาจไม่ได้ลดลงเร็วอย่างที่เราคุ้นเคยอีกต่อไป เพราะผู้ผลิตหันไปทุ่มกำลังการผลิตให้กับของที่ขายได้ราคาดีกว่า
และถ้าถามว่าอนาคตจะไปทางไหน คำตอบคือยิ่ง AI ถูกใช้งานแพร่หลายมากเท่าไหร่ ปริมาณข้อมูลที่ต้องประมวลผลก็จะถาโถมเข้ามามากเท่านั้น และโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับมันก็ต้องแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ นี่คือสงครามที่เพิ่งเริ่มต้น และตอนนี้ทุกค่ายกำลังวางหมากบนกระดานที่เรียกว่า "ความเร็ว" ไม่ใช่ "ความจุ" อีกต่อไป
ฟันธง: ยุคทองของ AI inference กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรมหน่วยความจำครั้งใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษ และใครก็ตามที่ปรับตัวไม่ทัน ไม่ว่าจะเป็นซัมซุงหรือใคร จะกลายเป็นแค่ผู้ชมในเกมที่ตัวเองเคยเป็นเจ้ามือ
ที่มา: Reddit r/hardware — อ่านต้นฉบับ
ความคิดเห็น 6
กำลังโหลดความคิดเห็น...