Simon Willison's Weblog 59 วันที่แล้ว general AI Generated

Quoting Drew Breunig

เกี่ยวกับ Anthropic
Simon Willison's Weblog 24 Aug 2026
89
0
100
22 12m



เจาะประเด็น
AI / LLM / Economics


ยุคทองของโมเดลแพงๆ กำลังจะจบลง เมื่อ "ของฟรี" กลับมาอีกครั้ง



Drew Breunig ตั้งคำถามสำคัญ: เมื่อไหร่ที่เราควรจ่ายแพงเพื่อโมเดลระดับท็อป และเมื่อไหร่ที่ "พอใช้ได้" ก็เพียงพอแล้ว




ทีมข่าว เอไอไทย.com
⏱ อ่าน 3 นาที



เคยสงสัยไหมว่าทำไมเราถึงยอมจ่ายค่ามือโปรวันละหลายพันบาท ทั้งที่จริงๆ แค่รุ่นกลางๆ ก็ทำงานให้เสร็จได้เหมือนกัน




เรื่องนี้มันเริ่มจากความรู้สึก "สิ้นเปลือง" ที่หลายคนในวงการ AI เริ่มจับได้ แต่ยังไม่มีใครพูดตรงๆ สักที จนกระทั่ง Drew Breunig ออกมาเล่าประสบการณ์ของตัวเองผ่านบล็อกของ Simon Willison มันคือ moment ที่ทำให้หลายคนต้องหยุดคิด: เรากำลังเสียเงินเปล่ากับโมเดลแพงๆ กันอยู่หรือเปล่า?



ก่อนที่ Fable จะเปิดตัว ชีวิตนักพัฒนามันง่ายมาก แค่เลือกโมเดลที่แรงที่สุดที่มีอยู่ แล้วปล่อยให้มันจัดการทุกอย่างไป ต่อให้เราจะเขียน prompt ห่วยๆ หรือไม่ได้ปรับแต่ง context strategy อะไรเลย ก็ไม่เป็นไร เพราะโมเดลใหม่ๆ ที่ออกมาแต่ละรุ่น มันเก่งขึ้นเรื่อยๆ ในราคาเท่าเดิมหรือถูกกว่าด้วยซ้ำ มันเลยรู้สึกโง่สิ้นดีที่จะไปเสียเวลาปรับแต่งอะไรพวกนั้นให้ละเอียด



แต่แล้ว Fable ก็มา มันโคตรจะดีจริงๆ ตามที่ Breunig ยอมรับว่า incredible แต่ปัญหาคือราคามันสูงลิ่วเกินไป ขณะที่ Opus (โมเดลของ Anthropic) หรือแม้แต่ 5.6, K3 และ GLM ก็ "ดีพอ" สำหรับโค้ดส่วนใหญ่ที่เขาเขียนอยู่แล้ว



มุมมอง / วิเคราะห์


ตรงนี้แหละคือประเด็นที่ทำให้คอลัมน์นี้ต้องเขียนขึ้นมา เพราะสิ่งที่ Breunig เจอ ไม่ใช่เรื่องเฉพาะตัวเขา แต่เป็นบทเรียนของทั้งวงการ มันคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้เราต้องเลิกมองว่า "โมเดลแพง = ดีที่สุดเสมอ" แล้วหันมาถามคำถามว่า "งานแบบไหน ที่จ่ายแพงแล้วคุ้มจริง?"



คำตอบของ Breunig คือการเริ่มคิดเรื่อง "การแบ่งงาน" (what work went where) แทนที่จะใช้โมเดลเดียวจัดการทุกอย่าง เขาเริ่มแยกงานออกเป็นสัดส่วน งานที่ต้องใช้ความสามารถระดับสูงสุดจริงๆ ค่อยจ่ายแพง งานที่ "พอใช้ได้" ก็ให้โมเดลกลางๆ รับผิดชอบไป



“
But then Fable landed. It was (and still is!) incredible. But the cost was so high and Opus was good enough (as was 5.6, K3, and even GLM) for most of the code we needed.


นี่ไม่ใช่แค่เรื่องการประหยัดต้นทุน แต่มันคือวุฒิภาวะของวงการ เรากำลังเข้าสู่ยุคที่ "ความสามารถของโมเดล" ไม่ใช่ตัวชี้ขาดเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เป็น "ความคุ้มค่า" และ "การเลือกใช้ให้ถูกงาน" ต่างหากที่เป็นตัวชี้ขาด



ลองคิดดูง่ายๆ ว่าถ้าคุณต้องเขียนโค้ด CRUD ทั่วไปทั้งวัน จะจ่ายเงินแพงๆ เพื่อให้ได้โมเดลที่เขียนโค้ด quantum computing ได้ทำไม? มันเหมือนซื้อรถสปอร์ตไว้ขับไปซื้อกับข้าวที่ตลาดนั่นแหละ ได้ความเร็ว แต่ไม่คุ้มค่าน้ำมัน



นี่แหละคือ "จุดจบของอาหารฟรี" (The End of the Free Lunch) ที่ Breunig พูดถึง ไม่ใช่ว่าโมเดลแพงจะไม่ดี แต่คือยุคที่เราทุกคนต้องเริ่มคิดเป็น แล้วเลือกใช้เครื่องมือให้ฉลาดขึ้น ไม่ใช่แค่หยิบอันที่แพงที่สุดมาใช้ทุกครั้ง




บทเรียนที่ 1: งานประจำ ใช้โมเดลกลางๆ

งานเขียนโค้ดทั่วๆ ไป โมเดลอย่าง Opus, 5.6 หรือ GLM ก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องง้อ Fable ทุกรอบ



บทเรียนที่ 2: งานยากๆ ค่อยจ่ายแพง

งานที่ซับซ้อน ต้องใช้ความสามารถระดับสูงจริงๆ ถึงจะคุ้มที่จะจ่ายแพง เพื่อให้ได้คุณภาพที่ดีที่สุด



บทเรียนที่ 3: หยุดเสียเวลาปรับแต่งสิ่งที่ไม่จำเป็น

เลิกเสียเวลาปรับปรุง context strategy หรือ coding harness ถ้าโมเดลใหม่ๆ มันฉลาดพอที่จะเข้าใจสิ่งที่เราต้องการได้เองแล้ว


💡

ฟังนะ ทุกคน — ยุคที่โมเดลแพงๆ คือคำตอบเดียวจบกำลังจะหมดไป แล้วมันเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำ เพราะมันบังคับให้เราโฟกัสกับงานจริงๆ ไม่ใช่แค่ใช้เงินซื้อความสะดวก ใครปรับตัวได้ก่อนก็ได้เปรียบก่อน ใครยังยึดติดว่าแพงต้องดี ก็เตรียมเสียเงินเปล่าได้เลย



ที่มา: Simon Willison's Weblog — อ่านต้นฉบับ


#LLM #AI #Economics

🔗 อ่านต่อ · สินค้าและคำถามที่เกี่ยวข้อง

สินค้ามาแรงตอนนี้

คนขายของถามบ่อย

ความคิดเห็น 6

กำลังโหลดความคิดเห็น...