เจาะประเด็น
Semiconductor
ซัมซุงขึ้นราคารับจ้างผลิตชิป 15% ใครจะเจ็บกว่ากันระหว่างลูกค้ากับคู่แข่ง
ดีมานด์ทะลักจนโรงงานเต็ม ไม่ใช่แค่ข่าวลือ แต่เป็นสัญญาณว่า AI กำลังเผาผลาญกำลังการผลิตจริงจัง
ทีมข่าว เอไอไทย.com
⏱ อ่าน 3 นาที
คำถามที่ทุกคนอยากรู้คือ ซัมซุงกล้าขึ้นราคาขนาดนี้เพราะรู้ว่าลูกค้าหนีไม่พ้น หรือเพราะมันคือเกมบีบให้คู่แข่งอย่าง TSMC ต้องขยับตาม?
ข่าวนี้มาท่ามกลางบรรยากาศที่ทั้งวงการชิปโลกกำลังเดือด เพราะไม่ใช่แค่ซัมซุงที่ปรับขึ้น แต่ทั้ง TSMC และผู้เล่นรายอื่นต่างก็มีข่าวขึ้นราคากันเป็นระลอก แต่ที่ซัมซุงทำครั้งนี้ดูจะจัดหนักเป็นพิเศษ เพราะการขึ้นราคารับจ้างผลิต (foundry) สูงสุดถึง 15% ต่อหน่วย มันไม่ใช่การปรับเล็กน้อยเพื่อให้ทันต้นทุน แต่คือการส่งสัญญาณว่า "ตอนนี้ใครอยากได้กำลังผลิต ต้องจ่ายแพงกว่านี้"
ถ้าให้เดา สาเหตุหลักคงหนีไม่พ้นดีมานด์จากตลาด AI ที่ยังคงร้อนแรงแบบไม่คิดจะเย็นลง โดยเฉพาะชิปประมวลผลสำหรับ data center และชิปหน่วยความจำความเร็วสูงอย่าง HBM ที่ทุกค่ายแข่งกันจองกำลังการผลิตล่วงหน้าเป็นปีๆ สถานการณ์มันถึงจุดที่ซัมซุงเองก็รับไม่ไหว ต้องหากลไกคุมปริมาณงานไม่ให้ล้นเกินไป และการขึ้นราคาก็เป็นเครื่องมือคลาสสิกที่ได้ผลเสมอ
รายงานจากแหล่งข่าววงในที่หลุดออกมาบอกว่า ซัมซุงแจ้งลูกค้าที่ใช้บริการ foundry แล้วว่า จะมีการปรับราคาขึ้นตั้งแต่ 10-15% ขึ้นอยู่กับโหนดการผลิตและปริมาณออเดอร์ ซึ่งการปรับครั้งนี้ครอบคลุมทั้งชิปกลุ่ม mobile AP, ชิปสำหรับรถยนต์ และชิป AI ที่ผลิตด้วยโหนดขั้นสูง โดยเฉพาะที่ใช้กระบวนการ 4nm และ 5nm ที่อัตราการใช้งานโรงงานแทบเต็ม 100% มาหลายไตรมาสแล้ว
ประเด็นสำคัญคือ จังหวะเวลาที่ซัมซุงเลือกขึ้นราคามันน่าสนใจ เพราะตอนนี้คู่แข่งอย่าง TSMC ก็มีแผนขึ้นราคาเช่นกันอยู่แล้ว แต่ของซัมซุงออกมาก่อนและประกาศเร็วกว่า ทำให้ดูเหมือนว่าซัมซุงต้องการใช้โอกาสนี้ดึงกำไรกลับมาให้ได้มากที่สุด หลังช่วงหลายปีที่ผ่านมาโดนแย่งส่วนแบ่งตลาดจาก TSMC ไปไม่น้อยในกลุ่มลูกค้ารายใหญ่
คำถามต่อมาคือ ใครจะรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้ไปก่อน? คำตอบง่ายๆ คือ สุดท้ายแล้วผู้บริโภคอย่างเราๆ นี่แหละที่จะจ่าย เพราะแบรนด์สมาร์ตโฟนรายใหญ่ไม่ว่าจะเป็นกูเกิลหรือแม้แต่ซัมซุงเองก็ต้องผลิตชิปผ่านโรงงานของตัวเองหรือของพันธมิตร ต้นทุนที่สูงขึ้นจะถูกผลักเข้าไปในราคาสินค้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ยกเว้นว่าบริษัทเหล่านั้นจะยอมลดมาร์จิ้นลงเอง ซึ่งในภาวะตลาดแบบนี้คงไม่มีใครยอมทำ
อีกมุมที่ต้องจับตาคือ ผลกระทบต่อสตาร์ตอัปและบริษัทชิปดีไซน์รายเล็กๆ ที่ไม่มีอำนาจต่อรองมากพอ พวกเขาอาจต้องชะลอโปรเจกต์หรือลดสเปกชิปลงเพื่อให้อยู่ในงบประมาณ ในขณะที่รายใหญ่อย่างแอปเปิลหรือเอ็นวิเดียมีทางเลือกมากกว่า และอาจได้ราคาดีกว่าจากการเจรจาตรงกับ TSMC ซึ่งจะยิ่งตอกย้ำช่องว่างระหว่างผู้เล่นรายใหญ่และรายเล็กในวงการนี้ให้ห่างขึ้นไปอีก
โหนด 4nm และ 5nm
กลุ่มที่ถูกขึ้นราคาสูงสุด 15% เพราะเป็นโ-node ที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากลูกค้าชิป AI และมือถือ
โหนด 7nm และ 8nm
ปรับขึ้นราว 10% กลุ่มนี้เป็นโหนดเก่าที่ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชิปสำหรับรถยนต์และ IoT ซึ่งมีมาร์จิ้นต่ำอยู่แล้ว
การที่ซัมซุงเลือกขึ้นราคาแบบนี้ ยังสะท้อนให้เห็นถึงความมั่นใจของพวกเขาว่า ออเดอร์ที่เข้ามาจะไม่ลดลงแม้ราคาจะแพงขึ้น เพราะตลาดชิป AI ตอนนี้มันคือ "ตลาดคนขาย" เต็มรูปแบบ ลูกค้าไม่มีทางเลือกมากนักถ้าอยากได้กำลังผลิตทันเวลา และถ้าซัมซุงไม่รับ ก็ต้องไปต่อคิวกับ TSMC ที่อาจแพงและนานกว่า
แต่อีกด้านหนึ่ง มันก็เป็นความเสี่ยงระยะกลางที่ไม่ควรมองข้าม เพราะการขึ้นราคารุนแรงแบบนี้ อาจทำให้ลูกค้าบางรายตัดสินใจย้ายไปใช้บริการของ Intel Foundry หรือผู้เล่นหน้าใหม่อย่าง Rapidus ในญี่ปุ่นเร็วขึ้น ซึ่งตอนนี้กำลังเร่งเครื่องสร้างโรงงานและหาลูกค้าอย่างจริงจัง ถ้าซัมซุงมองการณ์ไกลไม่พอ อาจได้กำไรระยะสั้นแต่เสียความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้าไปก็ได้
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่น่าสนใจที่สุดจากข่าวนี้ไม่ใช่ตัวเลข 15% แต่มันคือการยืนยันว่า วงการชิปโลกกำลังเข้าสู่ช่วงที่กำลังการผลิตคือทรัพยากรที่มีค่าเท่ากับทองคำ และใครที่ควบคุมกำลังการผลิตได้ จะเป็นฝ่ายกำหนดกติกาและราคาของทั้งอุตสาหกรรม ซึ่งซัมซุงกำลังเล่นเกมนี้ได้อย่างชาญฉลาด อย่างน้อยก็ในระยะสั้น
ฟันธงเลยว่า ราคาชิปจะไม่ลดลงในเร็วๆ นี้ และการขึ้นราคาครั้งนี้ของซัมซุงคือใบเบิกทางให้ทั้งวงการขึ้นราคาตามกันเป็นทอดๆ คนที่ต้องเตรียมรับมือคือผู้บริโภค เพราะค่าตัวของสมาร์ตโฟนและอุปกรณ์ AI รุ่นต่อไปจะแพงขึ้นแน่นอน แต่ถ้าถามว่าซัมซุงทำถูกต้องแล้วไหม คงต้องบอกว่าทำถูกแล้ว เพราะในเกมธุรกิจที่กำลังการผลิตคืออำนาจ การไม่ขึ้นราคาตอนที่ตลาดต้องการมากที่สุดคือความโง่เขลา
ที่มา: Reddit r/hardware — อ่านต้นฉบับ
ความคิดเห็น 5
กำลังโหลดความคิดเห็น...