“ถ้า AI ทำงานแทนเราได้ตั้งแต่เขียนบทยันปั้นหุ่น 3D อาชีพคนเบื้องหลังในวงการบันเทิงอาจจะถึงเวลาสูญพันธุ์เร็วกว่าที่คิด”
เพิ่งได้นั่งดูโปรเจกต์ซีรีส์หุ่นเชิดบนยูทูปที่ชื่อว่า Almost Television แล้วอึ้งมาก ปกติเรามักจะเห็น AI ช่วยคิดพล็อตแล้วให้คนเอาไปทำต่อ แต่งานนี้ไม่ใช่แบบนั้นเลย เพราะเขาลุยสร้างชิ้นงานสิบสองนาทีนี้ออกมาแบบครบวงจร โดยมีมนุษย์เป็นแค่ผู้อำนวยการผลิตคอยตรวจงานตบแต่งเท่านั้น แต่สมองหลักในการรังสรรค์ทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบเป็นของ AI ตัวเก่งอย่าง Claude ล้วนๆ ยิ่งตอนล่าสุดที่เพิ่งปล่อยต้อนรับฮาโลวีนด้วยการหยิบเรื่องสั้นสยองขวัญคลาสสิกปีหนึ่งเก้าศูนย์สองอย่าง The Monkey's Paw มาทำ ยิ่งทำให้เห็นเลยว่าเทรนด์นี้มันไปไกลกว่าที่เราคิดไว้เยอะมากแล้ว ความน่าทึ่งคือมันไม่ได้ใช้แค่เขียนบทนะ แต่มันจัดการตั้งแต่คิดพล็อต แปลงเป็นโค้ดสามมิติสำหรับปั้นหุ่นเชิด กำกับทิศทางของเรื่อง ไปจนถึงการดีไซน์บรรยากาศทั้งหมดด้วยตัวเอง ทำให้งานสิบสองนาตีนี้นอกจากจะสยองขวัญแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นศักยภาพที่แท้จริงของการให้ปัญญาประดิษฐ์คุมเบ็ดเสร็จในโปรเจกต์เดียว ส่วนตัวมองว่าเรื่องนี้มันน่ากลัวในแง่ของคนทำงานสายสร้างสรรค์นะ เพราะมันพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่างานศิลปะหรือคอนเทนต์วิดีโอที่ต้องอาศัยจินตนาการสูงๆ AI ก็ก้าวข้ามขีดจำกัดมาทำได้ดีไม่แพ้มนุษย์เลยทีเดียว แม้ว่าผลลัพธ์มันอาจจะยังมีความแปลกๆ หรือดิบอยู่บ้างในบางจุด แต่ด้วยความเร็วและต้นทุนที่ต่ำกว่าแบบเทียบกันไม่ติด มันก็ชวนให้กังวลใจเหมือนกันว่าในอนาคตอันใกล้นี้ คนเบื้องหลังกองถ่ายหรือคนเขียนบทจะโดนลดบทบาทเหลือแค่คนยืนคอยกดปุ่มสั่งงานหรือเปล่า ทุกคนคิดยังไงกับเรื่องนี้กันบ้างครับ ถ้าวันหนึ่งหนังหรือซีรีส์ที่เราดูถูกสร้างโดย AI ร้อยเปอร์เซ็นต์ตั้งแต่หัวยันหาง เราในฐานะคนดูจะยังรู้สึกอินกับมันเหมือนมีมนุษย์เป็นคนเล่าเรื่องอยู่ไหม แล้วคิดว่าวงการบันเทิงไทยจะโดนผลกระทบนี้เร็วแค่ไหน มาแชร์ความเห็นกันหน่อยครับ
เพิ่งได้นั่งดูโปรเจกต์ซีรีส์หุ่นเชิดบนยูทูปที่ชื่อว่า Almost Television แล้วอึ้งมาก ปกติเรามักจะเห็น AI ช่วยคิดพล็อตแล้วให้คนเอาไปทำต่อ แต่งานนี้ไม่ใช่แบบนั้นเลย เพราะเขาลุยสร้างชิ้นงานสิบสองนาทีนี้ออกมาแบบครบวงจร โดยมีมนุษย์เป็นแค่ผู้อำนวยการผลิตคอยตรวจงานตบแต่งเท่านั้น แต่สมองหลักในการรังสรรค์ทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบเป็นของ AI ตัวเก่งอย่าง Claude ล้วนๆ ยิ่งตอนล่าสุดที่เพิ่งปล่อยต้อนรับฮาโลวีนด้วยการหยิบเรื่องสั้นสยองขวัญคลาสสิกปีหนึ่งเก้าศูนย์สองอย่าง The Monkey's Paw มาทำ ยิ่งทำให้เห็นเลยว่าเทรนด์นี้มันไปไกลกว่าที่เราคิดไว้เยอะมากแล้ว ความน่าทึ่งคือมันไม่ได้ใช้แค่เขียนบทนะ แต่มันจัดการตั้งแต่คิดพล็อต แปลงเป็นโค้ดสามมิติสำหรับปั้นหุ่นเชิด กำกับทิศทางของเรื่อง ไปจนถึงการดีไซน์บรรยากาศทั้งหมดด้วยตัวเอง ทำให้งานสิบสองนาตีนี้นอกจากจะสยองขวัญแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นศักยภาพที่แท้จริงของการให้ปัญญาประดิษฐ์คุมเบ็ดเสร็จในโปรเจกต์เดียว ส่วนตัวมองว่าเรื่องนี้มันน่ากลัวในแง่ของคนทำงานสายสร้างสรรค์นะ เพราะมันพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่างานศิลปะหรือคอนเทนต์วิดีโอที่ต้องอาศัยจินตนาการสูงๆ AI ก็ก้าวข้ามขีดจำกัดมาทำได้ดีไม่แพ้มนุษย์เลยทีเดียว แม้ว่าผลลัพธ์มันอาจจะยังมีความแปลกๆ หรือดิบอยู่บ้างในบางจุด แต่ด้วยความเร็วและต้นทุนที่ต่ำกว่าแบบเทียบกันไม่ติด มันก็ชวนให้กังวลใจเหมือนกันว่าในอนาคตอันใกล้นี้ คนเบื้องหลังกองถ่ายหรือคนเขียนบทจะโดนลดบทบาทเหลือแค่คนยืนคอยกดปุ่มสั่งงานหรือเปล่า ทุกคนคิดยังไงกับเรื่องนี้กันบ้างครับ ถ้าวันหนึ่งหนังหรือซีรีส์ที่เราดูถูกสร้างโดย AI ร้อยเปอร์เซ็นต์ตั้งแต่หัวยันหาง เราในฐานะคนดูจะยังรู้สึกอินกับมันเหมือนมีมนุษย์เป็นคนเล่าเรื่องอยู่ไหม แล้วคิดว่าวงการบันเทิงไทยจะโดนผลกระทบนี้เร็วแค่ไหน มาแชร์ความเห็นกันหน่อยครับ
ความคิดเห็น 0
กำลังโหลดความคิดเห็น...