“การเปลี่ยนคำเรียกในเอกสารราชการครั้งนี้ อาจทำให้ตัวเลขสถิติเทคโนโลยีกลายเป็นเรื่องหลอกเด็กไปเลย”
เพิ่งไปเห็นเรื่องนี้มาเมื่อกี้แล้วแบบงงมาก อยู่ดีๆ ทางการสหรัฐฯ เขาก็ลุกขึ้นมาเปลี่ยนคำเรียกเทคโนโลยีที่เราคุ้นหูกันดีอย่าง AI ให้กลายเป็นศัพท์แสงใหม่ที่ฟังดูอลังการกว่าเดิมแบบไม่เกรงใจใคร เรื่องมันเริ่มจากทางสำนักสำมะโนประชากรแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ U.S. Census Bureau เขาต้องมานั่งปรับแบบสำรวจธุรกิจประจำสัปดาห์ตามคำสั่งของฝ่ายบริหารระดับสูง จนกลายเป็นประเด็นที่พวกนักวิเคราะห์ข้อมูลถึงกับกุมหัวกันเป็นแถบๆ เพราะอยู่ดีๆ สถิติการใช้งานเทคโนโลยีที่เคยเก็บกันมามันก็พลิกโฉมหน้าไปแบบดื้อๆ
ตอนแรกที่มีคำสั่งลงมาว่าจะให้เปลี่ยนคำว่า AI ในแบบสำรวจให้กลายเป็นคำว่า Super Intelligence หลายคนในแวดวง data ก็นึกว่าเป็นเรื่องขำๆ หรือเอกสารหลุด แต่พอเอาเข้าจริงมันคือเรื่องจริงที่ต้องใช้เก็บข้อมูลธุรกิจอเมริกันจริงๆ เนี่ยแหละ พอคำมันเปลี่ยนจากคำกว้างๆ ที่คนเข้าใจง่ายอย่างปัญญาประดิษฐ์ มาเป็นคำที่ฟังดูเหนือชั้นแบบนั้น มันเลยส่งผลให้ผู้ประกอบการหรือคนที่ต้องมานั่งตอบแบบสำรวจถึงกับงงตาแตกกันเป็นแถว ว่าตกลงสิ่งที่บริษัทตัวเองใช้อยรู่เนี่ยมันถึงขั้น Super Intelligence แล้วหรือยังวะ
พอมันเป็นแบบนี้แล้วเนี่ย ตัวเลขสถิติที่เคยเก็บมาเพื่อดูว่าบริษัทในสหรัฐฯ เขาเอาเทคโนโลยีมาปรับใช้ในองค์กรกันมากน้อยแค่ไหน มันก็เลยกลายเป็นเรื่องที่ต้องมานั่งเพ่งเล็งและตีความกันใหม่หมดจดเลยทีเดียว คือถ้ามองในแง่หนึ่งมันอาจจะเป็นความพยายามของรัฐบาลที่จะผลักดันวิสัยทัศน์ให้มันดูไฮเทคก้าวล้ำนำสมัย แต่ในความเป็นจริงในมุมมองกูนะ มันคือการสร้างความสับสนอลหม่านให้กับชุดข้อมูลทางสถิติแบบเต็มๆ เพราะคำว่า Super Intelligence ในทางทฤษฎีมันคือระดับที่ฉลาดกว่ามนุษย์แล้ว แต่ในโลกธุรกิจจริงเขาก็แค่ใช้พวกโมเดลภาษาหรือระบบอัตโนมัติธรรมดาป่ะวะ การเอาคำนี้มาแปะแทน AI ดื้อๆ มันทำให้ข้อมูลที่ได้ออกมาเพี้ยนและเอาไปเทียบกับสถิติเก่าๆ ยากขึ้นไปอีก
พวกเราคิดว่าการที่หน่วยงานรัฐเอาศัพท์แสงทางเทคนิคมาเปลี่ยนตามอำเภอใจแบบนี้มันส่งผลดีหรือผลเสียมากกว่ากันวะ แล้วถ้าบ้านเราเอาบ่าง มากะเกณฑ์แบบนี้บ้าง ตัวเลขสถิติกองไอทีบ้านเราจะเละเทะขนาดไหน ลองแชร์มุมมองกันหน่อยดิ
เพิ่งไปเห็นเรื่องนี้มาเมื่อกี้แล้วแบบงงมาก อยู่ดีๆ ทางการสหรัฐฯ เขาก็ลุกขึ้นมาเปลี่ยนคำเรียกเทคโนโลยีที่เราคุ้นหูกันดีอย่าง AI ให้กลายเป็นศัพท์แสงใหม่ที่ฟังดูอลังการกว่าเดิมแบบไม่เกรงใจใคร เรื่องมันเริ่มจากทางสำนักสำมะโนประชากรแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ U.S. Census Bureau เขาต้องมานั่งปรับแบบสำรวจธุรกิจประจำสัปดาห์ตามคำสั่งของฝ่ายบริหารระดับสูง จนกลายเป็นประเด็นที่พวกนักวิเคราะห์ข้อมูลถึงกับกุมหัวกันเป็นแถบๆ เพราะอยู่ดีๆ สถิติการใช้งานเทคโนโลยีที่เคยเก็บกันมามันก็พลิกโฉมหน้าไปแบบดื้อๆ
ตอนแรกที่มีคำสั่งลงมาว่าจะให้เปลี่ยนคำว่า AI ในแบบสำรวจให้กลายเป็นคำว่า Super Intelligence หลายคนในแวดวง data ก็นึกว่าเป็นเรื่องขำๆ หรือเอกสารหลุด แต่พอเอาเข้าจริงมันคือเรื่องจริงที่ต้องใช้เก็บข้อมูลธุรกิจอเมริกันจริงๆ เนี่ยแหละ พอคำมันเปลี่ยนจากคำกว้างๆ ที่คนเข้าใจง่ายอย่างปัญญาประดิษฐ์ มาเป็นคำที่ฟังดูเหนือชั้นแบบนั้น มันเลยส่งผลให้ผู้ประกอบการหรือคนที่ต้องมานั่งตอบแบบสำรวจถึงกับงงตาแตกกันเป็นแถว ว่าตกลงสิ่งที่บริษัทตัวเองใช้อยรู่เนี่ยมันถึงขั้น Super Intelligence แล้วหรือยังวะ
พอมันเป็นแบบนี้แล้วเนี่ย ตัวเลขสถิติที่เคยเก็บมาเพื่อดูว่าบริษัทในสหรัฐฯ เขาเอาเทคโนโลยีมาปรับใช้ในองค์กรกันมากน้อยแค่ไหน มันก็เลยกลายเป็นเรื่องที่ต้องมานั่งเพ่งเล็งและตีความกันใหม่หมดจดเลยทีเดียว คือถ้ามองในแง่หนึ่งมันอาจจะเป็นความพยายามของรัฐบาลที่จะผลักดันวิสัยทัศน์ให้มันดูไฮเทคก้าวล้ำนำสมัย แต่ในความเป็นจริงในมุมมองกูนะ มันคือการสร้างความสับสนอลหม่านให้กับชุดข้อมูลทางสถิติแบบเต็มๆ เพราะคำว่า Super Intelligence ในทางทฤษฎีมันคือระดับที่ฉลาดกว่ามนุษย์แล้ว แต่ในโลกธุรกิจจริงเขาก็แค่ใช้พวกโมเดลภาษาหรือระบบอัตโนมัติธรรมดาป่ะวะ การเอาคำนี้มาแปะแทน AI ดื้อๆ มันทำให้ข้อมูลที่ได้ออกมาเพี้ยนและเอาไปเทียบกับสถิติเก่าๆ ยากขึ้นไปอีก
พวกเราคิดว่าการที่หน่วยงานรัฐเอาศัพท์แสงทางเทคนิคมาเปลี่ยนตามอำเภอใจแบบนี้มันส่งผลดีหรือผลเสียมากกว่ากันวะ แล้วถ้าบ้านเราเอาบ่าง มากะเกณฑ์แบบนี้บ้าง ตัวเลขสถิติกองไอทีบ้านเราจะเละเทะขนาดไหน ลองแชร์มุมมองกันหน่อยดิ
ความคิดเห็น 0
กำลังโหลดความคิดเห็น...