“ของดีที่สุดไม่ได้แปลว่าจะขายดีที่สุดเสมอไป โดยเฉพาะตอนที่ของ “พอใช้ได้” ถูกกว่ากันหลายเท่า”
เมื่อกี้เลื่อนฟีดไปสะดุดกับตัวเลขชุดหนึ่งเข้าให้ มันทำให้ต้องนั่งคิดตามอยู่พักใหญ่เลย เรื่องมันประมาณว่า Anthropic ที่หลายคนมองว่าเป็นคู่ปรับตัวจริงของ OpenAI กำลังเจอปัญหาแปลกๆ คือตัวเลขรายได้ทะยานปรี๊ดแต่สัดส่วนคนใช้โมเดลเรือธงกลับหดลง ฟังดูขัดกันยังไงชอบกล เลยลองขุดรายละเอียดดูว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ข้อมูลมันบอกว่า รายได้รายปีของพวกเขาพุ่งจาก $47 พันล้านตอนเดือนพฤษภาคม ไปเป็น $65 พันล้านในเดือนกรกฎาคม แถมมีลูกค้าที่จ่ายปีละ $100,000 ขึ้นไปถึง 6,000 ราย และคาดว่า Q3 จะพลิกเป็นกำไรได้ด้วย ฟังเผินๆ เหมือนบริษัทกำลังไปได้สวยสุดๆ แต่พอไปดูข้อมูลอีกชุดจาก Ramp AI Index ที่เก็บพฤติกรรมการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตบริษัทกว่า 70,000 ใบ กลับพบว่าคนเริ่มทิ้งโมเดลแพงๆ แล้วหันไปใช้ตัวเล็กตัวน้อยที่ถูกกว่าเยอะ มันคือภาพของรายได้ที่โตเพราะดึงเงินจากลูกค้าเก่าได้มากขึ้น แต่จำนวนคนที่อยากใช้ของแพงๆ มันลดลงเรื่อยๆ
ส่วนตัวเราว่ามันเป็นสัญญาณที่น่ากลัวกว่าแค่เรื่องรายได้นะ เพราะมันบอกว่า “คุณค่า” ที่คนมองต่อโมเดลระดับท็อปมันเปลี่ยนไปแล้ว สมัยก่อนการได้คำตอบที่ฉลาดที่สุดคือเรื่องสำคัญ แต่ตอนนี้คนเริ่มตั้งคำถามว่า “ฉลาดกว่า 10% แต่แพงกว่า 3 เท่า มันคุ้มไหมวะ?” โดยเฉพาะบริษัทที่ใช้ AI ในงานประจำอย่างสรุปเมล ตอบแชท หรือเขียนโค้ดเบื้องต้น พวกเขารู้แล้วว่าโมเดลกลางๆ อย่าง Claude Sonnet หรือ GPT-4o mini ก็ทำงานได้ดีพอสำหรับ 80% ของงาน แต่ต้นทุนต่างกันมหาศาล มันเหมือนซื้อรถยุโรปแพงๆ มาวิ่งในเมืองที่รถญี่ปุ่นก็ไปถึงที่หมายเหมือนกัน แถมซ่อมถูกกว่าด้วย
เราว่าอีกไม่นานสงครามราคามันจะดุเดือดกว่าเดิมมาก เพราะถ้าคนเริ่มตาสว่างแล้วว่า “ของดีที่สุด” ไม่จำเป็นเสมอไป บริษัทที่ลงทุนหนักกับโมเดลใหญ่ๆ จะเริ่มโดนกดดันให้ลดราคาหรือไม่ก็ต้องโชว์เหตุผลว่าทำไมคนต้องจ่ายเพิ่ม แล้วคิดดูว่าถ้า Anthropic เริ่มรู้สึกตัวแล้วว่าขายของแพงไม่ได้แล้ว โซนของโมเดลระดับกลางจะร้อนระอุขนาดไหน คำถามคือสุดท้ายแล้วเราจะเหลือบริษัทที่ทำโมเดลใหญ่ๆ แค่ไม่กี่เจ้าไหม หรือโมเดลเล็กที่ถูกและดีพอจะกินรวบตลาดไปเลย? แล้วเพื่อนๆ ที่ใช้ AI ในงานประจำกันอยู่ ตอนนี้เริ่มลังเลที่จะอัปเกรดเป็นโมเดลแพงๆ แล้วหรือยัง หรือว่ายังรู้สึกว่าของแพงมันให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป?
เมื่อกี้เลื่อนฟีดไปสะดุดกับตัวเลขชุดหนึ่งเข้าให้ มันทำให้ต้องนั่งคิดตามอยู่พักใหญ่เลย เรื่องมันประมาณว่า Anthropic ที่หลายคนมองว่าเป็นคู่ปรับตัวจริงของ OpenAI กำลังเจอปัญหาแปลกๆ คือตัวเลขรายได้ทะยานปรี๊ดแต่สัดส่วนคนใช้โมเดลเรือธงกลับหดลง ฟังดูขัดกันยังไงชอบกล เลยลองขุดรายละเอียดดูว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ข้อมูลมันบอกว่า รายได้รายปีของพวกเขาพุ่งจาก $47 พันล้านตอนเดือนพฤษภาคม ไปเป็น $65 พันล้านในเดือนกรกฎาคม แถมมีลูกค้าที่จ่ายปีละ $100,000 ขึ้นไปถึง 6,000 ราย และคาดว่า Q3 จะพลิกเป็นกำไรได้ด้วย ฟังเผินๆ เหมือนบริษัทกำลังไปได้สวยสุดๆ แต่พอไปดูข้อมูลอีกชุดจาก Ramp AI Index ที่เก็บพฤติกรรมการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตบริษัทกว่า 70,000 ใบ กลับพบว่าคนเริ่มทิ้งโมเดลแพงๆ แล้วหันไปใช้ตัวเล็กตัวน้อยที่ถูกกว่าเยอะ มันคือภาพของรายได้ที่โตเพราะดึงเงินจากลูกค้าเก่าได้มากขึ้น แต่จำนวนคนที่อยากใช้ของแพงๆ มันลดลงเรื่อยๆ
ส่วนตัวเราว่ามันเป็นสัญญาณที่น่ากลัวกว่าแค่เรื่องรายได้นะ เพราะมันบอกว่า “คุณค่า” ที่คนมองต่อโมเดลระดับท็อปมันเปลี่ยนไปแล้ว สมัยก่อนการได้คำตอบที่ฉลาดที่สุดคือเรื่องสำคัญ แต่ตอนนี้คนเริ่มตั้งคำถามว่า “ฉลาดกว่า 10% แต่แพงกว่า 3 เท่า มันคุ้มไหมวะ?” โดยเฉพาะบริษัทที่ใช้ AI ในงานประจำอย่างสรุปเมล ตอบแชท หรือเขียนโค้ดเบื้องต้น พวกเขารู้แล้วว่าโมเดลกลางๆ อย่าง Claude Sonnet หรือ GPT-4o mini ก็ทำงานได้ดีพอสำหรับ 80% ของงาน แต่ต้นทุนต่างกันมหาศาล มันเหมือนซื้อรถยุโรปแพงๆ มาวิ่งในเมืองที่รถญี่ปุ่นก็ไปถึงที่หมายเหมือนกัน แถมซ่อมถูกกว่าด้วย
เราว่าอีกไม่นานสงครามราคามันจะดุเดือดกว่าเดิมมาก เพราะถ้าคนเริ่มตาสว่างแล้วว่า “ของดีที่สุด” ไม่จำเป็นเสมอไป บริษัทที่ลงทุนหนักกับโมเดลใหญ่ๆ จะเริ่มโดนกดดันให้ลดราคาหรือไม่ก็ต้องโชว์เหตุผลว่าทำไมคนต้องจ่ายเพิ่ม แล้วคิดดูว่าถ้า Anthropic เริ่มรู้สึกตัวแล้วว่าขายของแพงไม่ได้แล้ว โซนของโมเดลระดับกลางจะร้อนระอุขนาดไหน คำถามคือสุดท้ายแล้วเราจะเหลือบริษัทที่ทำโมเดลใหญ่ๆ แค่ไม่กี่เจ้าไหม หรือโมเดลเล็กที่ถูกและดีพอจะกินรวบตลาดไปเลย? แล้วเพื่อนๆ ที่ใช้ AI ในงานประจำกันอยู่ ตอนนี้เริ่มลังเลที่จะอัปเกรดเป็นโมเดลแพงๆ แล้วหรือยัง หรือว่ายังรู้สึกว่าของแพงมันให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป?
ความคิดเห็น 1
กำลังโหลดความคิดเห็น...